Search
Generic filters
Exact matches only
Filter by Custom Post Type

ขสมก. พาสายบุญทัวร์ ๙ วัด ณ อยุธยา

สวัสดีค่ะ! ชาว TukTuk Studio ทุกคน~ วันนี้เราขอเอาใจสายบุญ พาไปลุยตระเวนรับบุญกันให้หนำใจ! กับ โปรแกรมท่องเที่ยวไหว้พระ ด้วยรถ ขสมก. พาสายบุญทัวร์ ๙ วัด โดยเราจะไปกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นั่นเอง! ใครกำลังมองหาสถานที่ดีๆ จูงมือคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวได้ เราแนะนำโปรแกรมนี้เลยค่า เพราะว่า สะดวกสบายสุดๆ ด้วยบริการสุดประทับใจแน่นอน~ เอาเป็นว่า ตามมาดูกันได้เลย ว่าทริปนนี้เราไปกันที่ไหนบ้าง ลุย!    

เราเริ่มต้นทริปสายบุญนี้ กันที่ เขตการเดินรถที่ 1 หรือ อู่บางเขน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับวัดพระศรีมหาธาตุ ตรงข้ามกับกรมทหารราบ 11

รถขสมก. มีบริการนำเที่ยวไหว้พระ ๙ วัด เฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ และในวันหยุดนักขัตฤกษ์ค่ะ เป็นทริปแบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งก็จะมีทริปตามต่างจังหวัดค่ะ

การจำหน่ายตั๋วนั้น จะเริ่มตั้งแต่เวลา 6.30 น. โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะไปเที่ยวจังหวัดไหนค่ะ และทริปของเราในวันนี้ คือ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีวัดวาอารามที่เก่าแก่มากที่สุดของไทย เราตั้งใจจะไปรับบุญกันให้เต็มอิ่มเล้ย!

สำหรับค่าโดยสารในครั้งนี้ ราคา 359 บาทค่ะ บอกเลยว่า ราคาคุ้มค่า เพราะบริการดี มีแอร์เย็นฉ่ำ พนักงานเป็นกันเองสุดๆ  ขับขี่ปลอดภัย สบายหายห่วง~ 

ได้เวลาออกเดินทางแล้วจ้า~  เริ่มแรกนั้น พี่พนักงานจะมาแนะนำตัวและบอกข้อมูลต่างๆ บอกรายละเอียดคร่าวๆของแต่ละวัดที่เราจะไปเยี่ยมชมกัน บอกตารางเวลาการขึ้นรถ และแจกเข็มกลัดดอกไม้เพื่อให้เราติดไว้ที่หน้าอกค่ะ นอกจากนี้ยังมีน้ำดื่มแช่เย็นไว้บริการอีกด้วย ดีอะไรอย่างนี้~

1. วัดราชประดิษฐาน (Wat Rajapradit Satan)

และแล้ว~ เราก็มาถึงวัดแห่งแรก มีชื่อว่า “วัดราชประดิษฐาน” เป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นคนสร้างและสร้างในรัชสมัยใด แต่ชื่อของวัดนี้หมายความว่า “วัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง” จึงมีข้อสันนิษฐานว่า ผู้สร้างวัดนี้คงเป็นพระเจ้าแผ่นดินแน่นอน และภายในวัด ก็มีถาวรวัตถุ คือ พระอุโบสถ พระเจดีย์ทรงกรีบมะเฟือง และพระประโทนจำลอง ให้ได้เยี่ยมชมอีกด้วยค่ะ

ภายในโบสถ์จะมีพระประธานองค์สีทองสว่างสดใส คือ “พระบรมไตรโลกนารถ” ให้เราได้กราบสักการะเพื่อเป็นสิริมงคลค่ะ

มีอีกหนึ่งวัด ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดราชประดิษฐาน คือ “วัดสุวรรณาวาส” แม้สภาพเป็นวัดร้าง เหลือเพียงซากพระวิหาร ซากพระอุโบสถ แต่ยังคงความขลังและสวยงาม

เป็นศิลปะของโบราณสถานที่ปรากฏใกล้เคียงยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลางค่ะ สามารถเดินข้ามมาถ่ายรูปกันได้เลยค่ะ

2. วัดแม่นางปลื้ม (Wat Nang Pluem)

มาต่อกันที่วัดแห่งที่สอง ชื่อว่า “วัดแม่นางปลื้ม” วัดนี้มีอุโบสถเก่าแก่เป็นโบราณสถานสำคัญ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่หาชมได้ยาก รวมถึงยังมี “หลวงพ่อขาว” ประดิษฐานเป็นพระประธาน ในช่วงก่อนเสียกรุงศรีอยุธยานั้น วัดแม่นางปลื้มเป็นฐานที่กองทัพพม่ายิงปืนใหญ่เข้ามาในกำแพงพระนคร ด้วยเหตุนี้วัดจึงมีสถาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่ถูกเผาทำลายเช่นวัดอื่นๆค่ะ

พระวิหารเก่าแก่ ที่ภายในประดิษฐาน “หลวงพ่อขาว”

พระประธานองค์สีขาวบริสุทธิ์ เป็นศิลปะในสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นความงามวิจิตรของวัดนี้เลยค่ะ

ยังมีเจดีย์ทรงระฆังที่มีสิงห์ล้อม ซึ่งสร้างเป็นประทานของวัด สร้างอยู่บนฐานสูงเป็นฐานบัวลูกฟัก ลวดบัวแบบนี้สืบทอดมาจากศิลปะเขมร – ลพบุรีค่ะ ไม่ได้เห็นง่ายๆนะคะ ศิลปะล้ำค่าทางประวัติศาสตร์แบบนี้!

3. วัดสามพิหาร (Wat Sam Wihan)

วัดแห่งที่สาม คือ “วัดสามวิหาร“ เดิมทีนั้นมีด้วยกัน 3 วิหาร แต่ในปัจจุบันเหลือเพียง 2 วิหาร คือ วิหารพระนอนและวิหารพระนั่ง ส่วนอีกหนึ่งวิหาร คือวิหารพระยืน นั้นได้สลักหักพังตามกาลเวลาไป สำหรับวัดสามวิหารนี้ มีปรากฏเรื่องอยู่ในพงศาวดารถึง 2 ครั้งค่ะ โดยครั้งแรก ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และครั้งที่สอง ในแผ่นดินพระมหาธรรมราชา                                                  

ภายในวัด เป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธไสยาสน์” พระพุทธรูปปูนปั้นแบบสุโขทัย พระพักตร์หน้านาง ยาว 21 เมตร อายุ 600 ปี ที่ว่ากันว่า ถ้าใครได้สักการะถือว่า จะได้ความเมตตามหานิยมค่ะ  

และอีกหนึ่งโบราณสถานที่น่าสนใจของวัดสามวิหาร คือ “เจดีย์ประธาน” ในรูปทรงระฆังคว่ำขนาดใหญ่ บนฐานสี่เหลี่ยมซึ่งเป็นฐานประทักษิณ เก่าแก่และดูขลังมากๆ

4. วัดธรรมิกราช (Wat Thammikarat)

วัดแห่งที่สี่ คือ “วัดธรรมิกราช” เดิมมีชื่อว่า “วัดมุขราช” เป็นอดีตวัดอารามหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยาค่ะ วัดนี้มีจุดเด่นที่สำคัญ คือ เป็นวัดที่มีการพบเศียรพระธรรมิกราช ซึ่งนับเป็นเศียรพระพุทธรูปสำริดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสำคัญมากที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทยเลยค่ะ และปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ปัจจุบันวัดนี้ยังเป็นวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาและปฏิบัติธรรมอยู่

นอกจากนี้ภายในวัด ยังมีเจดีย์ทรงกลมที่มีปูนปั้นรูปสิงห์ล้อมที่หาชมได้ยากในเมืองไทยด้วยค่ะ

วิหารเก้าห้อง เป็นอีกหนึ่งโบราณสถานเก่าแก่ของวัดธรรมิการาช

5. วัดท่าโขลง (Wat Thaklong)

เดินทางกันมาถึงครึ่งทางแล้วค่ะ กับวัดแห่งที่ห้า วัดท่าโขลง เป็นวัดดัง ที่ขึ้นชื่อเรื่อง โบสถ์หลุม ซึ่งมาจากการบูรณะโบสถ์ขึ้นมาใหม่โดยสร้างจากฐานโบสถ์เดิม ที่มีการแฝงคติธรรมไว้ ว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอนมีขึ้นมีลง อันหมายความว่าเราต้องเดินลงสู่ที่ต่ำ แต่เมื่อเราเดินออกจากโบสถ์เราจะเดินสู่ที่สูง แฝงความหมายว่า ชีวิตเราจะดีขึ้น สูงขึ้นตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้เคล็ดดวงตกไปในตัวค่ะ เป็นวัดที่น่าสนใจมากๆเลย

ภายในวัดแห่งนี้ ก็มี “หลวงพ่อแดง” ประดิษฐานอยู่ค่ะ ไปกราบไหว้สักการะกันได้เลย เป็นมงคลแก่ชีวิต~

บรรยากาศบริเวณวัดท่าโขลง

6. วัดกลางคลองสระบัว (Wat Klongsrabua)

วัดแห่งที่หก คือ “วัดกลางคลองสระบัว” ตามประวัติกล่าวไว้ว่า ในสมัยปี พ.ศ 2309 กรุงศรีอยุธยานั้นถูกกองทัพพม่าทำลายลง ทั้งวัดวาอารามและบ้านเมืองถูกทำลายจนสิ้น เหลือแต่เพียงซากปรักหักพัง ซึ่งต่อมามีการค้นพบร่องรอยของวิหารเก่าปรากฏให้เห็นในซากอยู่ อีกทั้งยังพบพระพุทธรูปปูนปั้น 4 องค์ประดิษฐานอยู่ จึงทำการบูรณะวัดขึ้นมาใหม่ และภายหลังได้เกิดเหตุการณ์ประหลาด มีเสียงฟ้าร้องดังอยู่หลายครั้ง โดยไม่มีสาเหตุ ทั้งที่ท้องฟ้าโปร่งใส เสียงฟ้าร้องครั้งนั้นทำให้พระพุทธรูปปูนปั้นปริแตกพร้อมกันทั้ง 4 องค์ ทำให้เห็นพระพุทธรูปทองสำริดอยู่ภายใน ซึ่งสร้างความแปลกใจให้แก่ผู้พบเห็น

ในวัดนี้มี “หลวงพ่อทันใจ” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีอายุมากกว่า 300 ปี ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ ซึ่งประชาชนให้ความเคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก   

7. วัดศรีโพธิ์ (Wat Sri Pho)

ต่อกันยาวๆ กับวัดแห่งที่เจ็ดค่ะ มีชื่อว่า “วัดศรีโพธิ์” (วัดใหม่ศรีโพธิ์) เป็นวัดโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงแก่ทัพพม่าเมื่อ พ.ศ. 2310 วัดศรีโพธิ์ได้กลายเป็นวัดร้าง ต่อมาได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์อีกครั้งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งได้ทำการบูรณะใหม่ ปฏิสังขรณ์อุโบสถขึ้นใหม่ โดยการสร้างครอบอุโบสถเก่าทั้งหลัง โดยวัดแห่งนี้มีอายุถึง 255 ปีเลยค่ะ

สิ่งสำคัญที่น่าสนใจของวัดนี้ ได้แก่ พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย – ลพบุรี – อยุธยา, เจดีย์พระธาตุประทานพร, รอยพระพุทธบาทจำลอง, ใบเสมา, แผ่นศิลาจารึก, ต้นยางอายุเก่าแก่ และสวนป่าอันร่มเย็น

ภายในวัด มีกิจกรรมให้ร่วมกันทำบุญนมัสการห่มผ้าเจดีย์พระธาตุประทานพรศักดิ์สิทธิ์ และสั่นกระดิ่งรอบเจดีย์ 3 รอบ เพื่อเป็นศิริมงคลค่ะ ได้บุญกันถ้วนหน้าเลย~

8. วัดศาลาปูนวรวิหาร (Wat Sala Poon)

วัดแห่งที่แปด ชื่อว่า “วัดศาลาปูนวรวิหาร” วัดนี้มีโบราณวัตถุที่สำคัญ คือ พระพุทธรูปโบราณชื่อว่า “หลวงพ่อแขนลาย“ เป็นศิลปะก่อนสมัยอยุธยา มีลักษณะคล้ายพระอัครสาวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระโมคคัลลาและพระสารีบุตร ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ สามารถบันดาลโชคลาภความสำเร็จปัดเป่าให้หายจากทุกข์ภัยไข้เจ็บได้

พระประธาน
พระพุทธรูปหลวงพ่อแขนลาย

9. วัดพนัญเชิงวรวิหาร (Wat Phananchoeng)

ในที่สุด เราก็เดินทางกันมาจนถึงวัดแห่งที่เก้าแล้ว~ วัดนี้ มีชื่อว่า “วัดพนัญเชิงวรวิหาร” เป็นพระอารามหลวงชั้นโท แบบมหานิกายค่ะ มีจุดเด่นสำคัญ คือ “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือ “หลวงพ่อซำปอกง” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา และมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศเลยค่ะ

พระพุทธรูปทองสมัยสุโขทัย ประดิษฐานภายในพระอุโบสถ

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ตกแต่งเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ

ตลาดน้ำอโยธยา

ก่อนจะกลับเข้ากรุงเทพฯ ก็ขอแวะตลาดน้ำอโยธยาเป็นที่ส่งท้าย แวะซื้อของติดมือฝากคนที่บ้านหน่อย หรือใครหิวก็หาของอร่อยๆทานกันได้เล้ย!

ตลาดน้ำแห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งตั้งอยู่ที่เดียวกับปางช้างอโยธยา ข้างวัดมเหยงคณ์ เรียกได้ว่าเป็นตลาดน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอยุธยาเลยก็ว่าได้ มีบรรยากาศตลาดย้อนยุคแบบโบราณ แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ โดยจัดเป็นโซนๆ เดินเหินสะดวก~

ตลาดน้ำอโยธยามีร้านค้ามากมายเลยค่ะ มีเรือสินค้า ร้านขายอาหาร ตลาดนัดชุมชนวิถีไทย และยังมีสะพานเดินริมแม่น้ำเพื่อเลือกซื้อสินค้าจากกลุ่มชาวบ้านต่างอำเภอ หรือสินค้า OTOP หลากหลายชนิดเลยค่ะ

    เดินชมบรรยากาศได้อย่างเพลินๆ ชิลล์จ้า~

สำหรับใครที่อยากได้บรรยากาศอีกแบบ ก็มีบริการนั่งเรือชมบรรยากาศของตลาดน้ำ โดยจะตั้งอยู่ตรงโซนทางเข้าหน้าตลาดค่ะ ค่าบริการคนละ 20 บาทเอง

อ๊ะๆ อย่าลืมแวะเข้า “ปางช้างอโยธยา” กันด้วยนะคะ! ไปดูน้องช้างแสนน่ารักกันสักหน่อย และหากใครอยากจะนั่งช้างชมโบราณสถาน ก็จัดไปค่า~ ค่าบริการคนละ 100 บาท / รอบ ซึ่งจุดบริการตั้งอยู่โซนเดียวกับปางช้างอโยธยาเลยค่ะ ใครที่สนใจสามารถติดต่อได้บริเวณทางเข้าจ้า!

สำหรับตลาดน้ำอโยธยา เปิดบริการทุกวัน  ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 21.00 น. ใครที่มาโดยรถส่วนตัว ทางตลาดน้ำก็มีที่จอดรถให้ด้วยนะ ค่าบริการ 20 บาทค่า~

จบแล้วค่า~ กับทริปสายบุญของเราในวันนี้ รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ อิ่มบุญสุดๆ ที่ได้มีโอกาสไปทำบุญกันถึง 9 วัด แถมยังได้เที่ยวตลาดน้ำอีกด้วย~ ซึ่งในทริปนี้ เราได้รับรู้สิ่งต่างๆมากมายเลยค่ะ ได้รู้ถึงประวัติศาสตร์และเรื่องราวความเป็นมา และบางสิ่งบางอย่างก็หาชมได้ยากแล้วในสมัยนี้ ถือว่าเป็นทริปที่ดีเลยค่ะ ดังนั้น TukTuk Studio จึงอยากชักชวนทุกคนมาเที่ยวกันเยอะๆเลย อยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัสบรรยากาศของจริงๆ จะได้มีประสบการณ์ดีๆแบบเราบ้างไง! วันนี้ขอลากันไปก่อน ไว้พบกันใหม่ทริปหน้านะคะ ไปแล้วค่า~ บ๊ายบาย~

การเดินทาง

รถ ขสมก. : แต่ละเขตการเดินรถ จะมีโปรแกรมท่องเที่ยวไหว้พระ ทำบุญ แตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด

** การเดินทางมาอู่บางเขน โดยรถประจำทาง : สาย 26, 34, 39, 95, 107, 108, 129, 126, 134, 543, 543ก **         

สำหรับการจองที่นั่ง : โทรสอบถามได้ที่ call center 184 หรือสนใจติดต่อ การเดินรถเขต 1 อู่บางเขน

Tel : 02- 5520885 , 02 – 5520886 ,02 – 5512492

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password